วันเสาร์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

การปลูกกล้วย

การปลูกและการดูแลกล้วย


กล้วยเป็นพืชที่ชอบอากาศร้อนชื้น ซึ่งเหมาะกับการปลูกในประเทศไทย ถ้าหากอุณหภูมิต่ำกว่า ๑๔ องศาเซลเซียส กล้วยจะชะงักการเจริญเติบโต หรือมีการเติบโตช้าลง รวมทั้งการออกดอกและติดผลจะช้าด้วย อนึ่ง กล้วยเป็นพืชที่มีแผ่นใบใหญ่ ดังนั้นจึงไม่ค่อยทนต่อแรงลม เพราะใบจะต้านลม ทำให้ใบแตกได้ ถ้าหากใบแตกมากจนเป็น ฝอย จะทำให้มีการสังเคราะห์อาหารได้น้อย ต้นไม่เจริญเท่าที่ควร ดังนั้นถ้าพื้นที่ที่มีลมแรงมาก ควรปลูกต้นไม้อื่นทำเป็นแนวกันลมให้ต้นกล้วย

ดินที่เหมาะสำหรับการปลูกกล้วยคือ ดินตะกอนธารน้ำที่ชาวบ้านเรียกว่า "ดินน้ำไหลทรายมูล" ซึ่งเป็นดินร่วนที่มีความอุดมสมบูรณ์ มีการระบายน้ำ และการหมุนเวียนอากาศดี ถ้าดินเป็นดินเหนียว ควรใส่ปุ๋ยคอก จะทำให้ดินร่วนโปร่งขึ้น

ระยะปลูก

กล้วยเป็นพืชที่มีใบยาว หากปลูกในระยะใกล้กันมาก อาจทำให้ใบเกยกัน หรือซ้อนกัน ทำให้ได้รับแสงแดดไม่เพียงพอ และดูแลลำบาก การกำหนดระยะปลูกจึงควรคำนึงถึงเรื่องแสงแดด ความอุดมสมบูรณ์ของดิน และความต้องการของผู้ปลูกว่าต้องการปลูกกล้วยเพื่อเก็บเกี่ยวกี่ครั้ง หากต้องการเก็บเกี่ยวเพียงครั้งเดียวก็อาจปลูกถี่ได้ แต่ถ้าต้องการเก็บเกี่ยวหลายๆ ครั้ง ต้องปลูกให้ห่างกัน เพื่อมีพื้นที่สำหรับการแตกหน่อ

การปลูก

ขุดหลุมให้มีขนาดความ กว้าง ๕๐ เซนติเมตร ลึก ๕๐ เซนติเมตร นำดินที่ขุดได้กองตากไว้ ๕ - ๗ วัน หลังจากนั้นเอาดินชั้นบนที่ตากไว้ลงไปก้นหลุม ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักที่สลายตัวแล้ว ให้สูงขึ้นมาประมาณ ๒๐ เซนติเมตร  คลุกเคล้าปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักกับดินชั้นบนที่ใส่ลงไป แล้วจึงเอาหน่อกล้วยที่เตรียมไว้ วางที่ตรงกลางหลุม เอาดินล่างกลบ รดน้ำ และกดดินให้แน่น ยอดของหน่อควรสูงกว่าระดับดินประมาณ ๑๐ เซนติเมตร ควรหันรอยแผลของหน่อให้อยู่ในทิศทางเดียวกัน เพราะเมื่อโตเต็มที่และติดผล ผลจะเกิดในทิศทางที่ตรงกันข้ามกับรอยแผล และอยู่ในทิศทางเดียวกัน เพื่อสะดวกในการทำงาน แต่หากเป็นต้นที่เกิดจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ จะไม่มีทิศทางของรอยแผล ในการวางต้นจึงจำเป็นต้องมีทิศทาง

ถ้าหากพื้นที่นั้นเป็นดินเหนียว ควรทำการยกร่อง จะได้ระบายน้ำ และปลูกบนสันร่องทั้ง ๒ ข้าง และเพื่อให้การปฏิบัติงานทำได้ง่าย ควรวางหน่อให้กล้วยออกเครือไปทางกลางร่อง

การกำจัดหน่อ

เมื่อต้นกล้วยมีอายุได้ ๔ - ๖ เดือน จะเริ่มมีการแตกหน่อ หน่อที่เกิดมาเรียกว่า หน่อตาม (follower) กล้วยบางพันธุ์ที่มีหน่อมาก ควรเอาหน่อออกบ้าง เพื่อมิให้หน่อแย่งอาหารจากต้นแม่ ควรเก็บหน่อไว้ ๑ - ๒ หน่อ เพื่อให้เป็นตัวพยุงต้นแม่เมื่อมีลมแรง และเพื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตในปีต่อไป วิธีการกำจัดหน่ออาจใช้เสียมที่คมหรือมีดแซะลงไป หรือใช้มีดตัดหรือคว้านหน่อที่อยู่เหนือดิน แล้วใช้น้ำมันก๊าด หรือสารกำจัดวัชพืชหยอดที่บริเวณจุดเจริญ เพื่อไม่ให้มีการเจริญเป็นต้น แต่ไม่ควรแซะหน่อในระหว่างการออกดอก เพราะต้นอาจกระทบกระเทือนได้

นอกจากการกำจัดหน่อแล้ว ควรตัดใบที่แห้งออก เพราะถ้าทิ้งไว้อาจเป็นแหล่ง สะสมโรค ใน ๑ ต้น ควรเก็บใบไว้ประมาณ ๗ - ๑๒ ใบ

การให้ปุ๋ย

กล้วยเป็นพืชที่ต้องการธาตุอาหารมาก การติดผลจะมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับอาหารและน้ำที่ได้รับ ดังนั้นควรบำรุงโดยใส่ปุ๋ย ทั้งปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก และปุ๋ยเคมี ตั้งแต่เริ่มปลูก ในระยะแรกควรให้ปุ๋ยที่มีไนโตรเจนมากในช่วง ๒ เดือนแรก โดยให้ปุ๋ยยูเรียเดือนละครั้ง และเดือนที่ ๓ และ ๔ ให้ปุ๋ยสูตร ๑๕ - ๑๕ - ๑๕ ต้นละ ๑-๒ กิโลกรัม ส่วนในเดือนที่ ๕ และ ๖ ให้ใส่ปุ๋ยสูตร ๑๓ - ๑๓ - ๒๑ ต้นละ ๑-๒ กิโลกรัม

การค้ำยัน

กล้วยบางพันธุ์มีผลดกมาก โดยมีจำนวนหวีมากและผลใหญ่ ต้นที่มีขนาดเล็ก หากไม่ค้ำไว้ ต้นอาจล้ม ทำให้เครือหักได้ เช่น กล้วยหอมทอง กล้วยไข่ จำเป็นต้องค้ำบริเวณโคนเครือกล้วยไว้ โดยใช้ไม้ไผ่หรือไม้อื่นที่มีง่าม

การให้ผล

กล้วยจะออกดอกเมื่ออายุต่างกันตามชนิดของกล้วย เช่น กล้วยไข่ เริ่มออกดอกเมื่ออายุประมาณ ๕ - ๖ เดือน และกล้วยหอมทองจะเริ่มออกดอกเมื่ออายุได้ประมาณ ๖ - ๗ เดือน ส่วนกล้วยน้ำว้า และกล้วยหักมุกใช้เวลานานกว่า และผลจะแก่ ในระยะเวลาที่ต่างกัน ดังแสดงในตารางที่ ๒

การคลุมถุง

ถ้าหากปลูกกล้วยเพื่อการส่งออก ควรทำการคลุมถุง ถุงที่ใช้ควรเป็นถุงพลาสติกสีฟ้าขนาดใหญ่ และยาวกว่าเครือกล้วย เจาะรูเป็นระยะๆ และเปิดปากถุง ทำให้มีอากาศถ่ายเทได้ ถ้าหากไม่เจาะรูและปิดปากถุง อาจทำให้กล้วยเน่าได้


เห็ดนางฟ้า

การเพาะเห็ดนางฟ้า

วัสดุอุปกรณ์ในการเพาะเห็ดนางฟ้า

>วัสดุเพาะ เช่น ขี้เลื่อยไม้ยางพารา อาหารเสริม

>แม่เชื้อเห็ดชนิดที่ต้องการ

>ถุงพลาสติกทนร้อนขนาด 6 3/4 x 12 1/2 หรือ 8x12 นิ้ว

>คอขวดพลาสติกเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 1/2 นิ้ว

>สำลี ยางรัด

>ถังนึ่งไม่อัดความดัน หรือหม้อนึ่งความดัน

>โรงเรือนหรือที่บ่มเส้นใย

การเตรียมวัสดุเพาะจากขี้เลื่อยไม้ยางพารา

     ส่วนมากจะใช้ขี้เลื่อยไม้ยางพารา หรือขี้เลื่อยไม้เบญจพรรณ หรือใช้ฟางข้าวก็ได้  ตามฟาร์มเห็ดทั่วไปแล้วเพื่อความสะดวกในการหมักและผสมวัสดุจึงนิยมใช้ขี้เลื่อยไม้ยางพารา  ซึ่งเป็นขี้เลื่อยไม้เนื้ออ่อนและมีสารอาหารที่มีคุณค่าในการเพาะเห็ดมาก

 อัตราส่วนในการผสมวัสดุอื่นๆ

 ขี้เลื่อย          100    กิโลกรัม

รำละเอียด      6       กิโลกรัม

ปูนขาว          1       กิโลกรัม

ดีเกลือ           0.2    กิโลกรัม

ยิปซัม           0.2    กิโลกรัม

น้ำสะอาด       60-70 %

สูตรที่  2

 ขี้เลื่อยไม้ยางพาราแห้ง   100   กิโลกรัม

รำละเอียด                   5      กิโลกรัม

ยิปซัม                        0.2   กิโลกรัม

ปูนขาว                       1      กิโลกรัม

ดีเกลือ                        0.2   กิโลกรัม

ปรับความชื้นของวัสดุเพาะประมาณ  60-65 %

          วัสดุทั้งหมดนี้สามารถปรับเปลี่ยนเพื่อความเหมาะสมได้เมื่อชั่งหรือตวงวัสดุทั้งหมดแล้วคลุกเคล้าให้เข้ากัน และหมั่นตรวจดูความชื้นบ่อยๆ เพื่อไม่ให้วัสดุเปียกแฉะจนเกินไป  ซึ่งจะทำให้มีผลในการทำให้เชื้อเห็ดไม่เดิน

 วิธีการเตรียมวัสดุเพาะ

     นำส่วนผสมดังกล่าวข้างต้น  ผสมให้เข้ากันด้วยมือหรือเครื่องผสมแล้วปรับความชื้น 60-65 % โดยเติมน้ำพอประมาณ ใช้มือกำขี้เลื่อยบีบให้แน่น ถ้ามีน้ำซึมที่ง่ามมือแสดงว่าเปียกเกินไป (ให้เติมขี้เลื่อยแห้งเพิ่ม) ถ้าไม่มีน้ำซึมให้แบมือออก ขี้เลื่อยจะรวมกันเป็นก้อนแล้วแตกออก 2-3 ส่วน ถือว่าใช้ได้แต่ถ้าแบมือแล้วขี้เลื่อยไม่รวมตัวเป็นก้อน แสดงว่าแห้งไป ให้เติมน้ำเล็กน้อย

>บรรจุขี้เลื่อยใส่ถุงพลาสติกทนร้อน  น้ำหนัก 8-10 ขีด

>กระแทกกับพื้นพอประมาณ และทุบให้แน่นพอประมาณ 2 ใน 3 ของถุง หรือใช้เครื่องอัดก้อนเห็ด ใส่คอขวด ปิดฝาด้วยฝาจุกแบบประหยัด

>นำไปนึ่งฆ่าเชื้อที่ 100 องศาเซลเซียส  3 ชั่วโมง  แล้วนำมาพักให้เย็นในที่สะอาด

>การใส่หัวเชื้อ

ลักษณะเชื้อเห็ดที่ดี

      จะต้องไม่มีเชื้อราอื่นๆ เจือปน เช่น ราดำ ราเขียว ราส้ม ปนเปื้อน อยู่ในขวดเชื้อนั้น เพราะจะทำให้ถุงเพาะเชื้อเห็ดติดโรคราอื่นได้  โดยสังเกตเส้นใยของเชื้อเห็ดจะต้องมีเส้นใย สีขาวบริสุทธิ์และดินเต็มขวด

 หัวเชื้อควรเลือกหัวเชื้อที่เจริญเต็มเมล็ดธัญพืชใหม่ๆเพราะเชื้อในระยะนี้กำลังแข็งแรงและเจริญเติบโตรวดเร็ว

สถานที่เขี่ยเชื้อเห็ด  ควรเขี่ยในห้องที่สะอาดและสามารถป้องกันลมได้เพื่อช่วยลดเชื้อปลอมปน ทำให้เปอร์เซ็นต์ของก้อนเชื้อที่เสียต่ำลง

ในการเขี่ยเชื้อเห็ด ควรใช้ลวดแข็งๆ เผาไฟให้ร้อน ในถึงก้อนเชื้อประมาณ 15-20 เมล็ดแล้วปิดด้วยจุกสำลี เพื่อฆ่าเชื้อ  แล้วกวนตีเมล็ดข้าวฟ่างให้ร่วน เพื่อสะดวกในการเทเมล็ดข้าวฟ่างลงในถึงก้อนเชื้อ

>ใส่หัวเชื้อเห็ดที่เลี้ยงบนเมล็ดข้าวฟ่างลงและปิดจุกไว้ตามเดิม

>การทำให้เกิดดอกดูแลรักษาเห็ดนางฟ้า

                ก่อนการเปิดดอกควรนำก้อนเชื้อเห็ดมาวางไว้ประมาณ 3-4 วัน เห็ดนางฟ้าจะเปิดถุง  โดยเอาจุกสำลีออก นำก้อนไปเรียงซ้อนกัน  จะใช้ชั้นไม่ไผ่ตัว A หรือชั้นแขวนพลาสติกก็ได้ รดน้ำ   รักษาความชื้นให้มากในโรงเรือนให้มากกว่า 70 %  วันละ 2-6ครั้ง ขึ้นอยู่กับ สภาพอากาศ  โดยสเปรย์น้ำเป็นฝอย ระวังอย่ารดน้ำเข้าในถุง  เพราะถุงจะเน่าและเสียเร็ว หลังจากบ่มเชื้อครบ

30-35  วัน  นำก้อนเชื้อเข้าสู่โรงเรือนเปิดดอก โดยแกะกระดาษเขี่ยข้าวฟ่างและสำลีออกให้หมด  ทำความสะอาดพื้นโรงเรือนรดน้ำให้ชุ่ม  วันละ  เวลา  คือ  เช้า  เที่ยง  เย็น เห็ดจะออกดอก  ได้ดี   ตัดแต่งตีนเห็ดก่อนนำไปจำหน่ายให้แม่ค้าในชุมชน


การเกษตรทฤษฎีใหม่

การเกษตรทฤษฎีใหม่

เกษตรกรของไทย เป็นกระดูกสันหลังของชาติ ทำการเกษตรมาอย่างช้านาน บางคนทำแล้วร่ำรวยมีเงินทอง บางคนทำแล้วเป็นหนี้เป็นสินก็มีเยอะแยะมากมาย ซึ่งต่างก็มีปัจจัยที่เข้ามาเกี่ยว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปัญหา น้ำท่วม โรคระบาด ผลผลิตออกมาล้นตลาด การตีตลาดจากสินค้าชนิดเดียวกันจากต่างประเทศ เหล่านี้ล่ะครับที่ทำให้ไม่เกิดความยังยืน การทำเกษตรทฤษฎีใหม่จึงเกิดขึ้นมา โดยใช้หลักการเน้นการจัดการพื้นที่ แหล่งน้ำ ให้เหมาะสมและมีความเกี่ยวเนื่องกัน การทำการเกษตรแบบนี้เน้นเป็นไปในลักษณะของความพอเพียงเราขอยกตัวอย่างให้ดูนะครับ สมมติว่าท่านมีพื้นที่สำหรับทำการเกษตรหนึ่งไร่ หากท่านจัดการดีๆ ขุดสระน้ำเป็นบ่อเลี้ยงปลาและเก็บน้ำไว้ใช้สำหรับหน้าแล้ง ด้านบนเลี้ยงไก่ เลี้ยงเป็ด ตามสันบ่อปลูกผักชนิดต่างๆซึ่งมีรายละเอียดคร่าวๆดังนี้

โดยสูตรคร่าวๆ แต่ละแปลงประกอบด้วย
- มีพื้นที่สำหรับการนาประมาณ 5 ไร่
- มีพื้นที่สำหรับพืชไร่ และ ไม่ว่าจะเป็นไม้ผล หรือไม่เนื้อแข็งสำหรับใช้สอยโดยจะเป็นไม้ที่โตเร็วก็ได้ประมาณ 5 ไร่
- พื้นที่สำหรับสระน้ำ 3 ไร่ ลึก 4 เมตร ความจุประมาณ 19,000 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งเราก็สามารถที่จะเลี้ยงปลาในสระนี้และก็สามารถใช้น้ำในการทำการเกษตรได้อีกด้วยเช่นรดน้ำต้นไม้ในบริเวณใกล้เคียง
- ที่อยู่อาศัยและอื่นๆ ประมาณ2 ไร่ พื้นที่นี่จะเห็นได้ว่าเยอะเหมือนกันนะครับ อาจจะสร้างโรงเรือนเพาะเห็ด ปลูกผัก เลี้ยงวัว เป็นต้น
รวมพื้นที่แล้วประมาณ 15 ไร่ แต่เชื่อว่าหลายๆท่านจะมีพื้นที่มากน้อยกว่านี้แตกต่างกนดังนั้นต้องนำมาแบ่งเป็นสัดส่วนที่พอเหมาะ ไม่จำเป็นต้องตรงแป๊ะนะครับนี่เป็นแค่การประมาณท่านอาจจะถนัดเลี้ยงสัตว์ก็เพิ่มพื้นที่สำหรับเลี้ยงได้ หรือท่านถนัดทำนาก็เพิ่มพื้นที่ทำนาได้แต่อย่าให้สัดส่วนแตกต่างกันมากเกินไป เชื่อได้เลยครับว่าหากเกษตรกรท่านใดนำทฤษฎีนี้ไปใช้แล้วย่อมได้ผลดีแน่นอน เมื่อมีความพอเพียง เรามีผลผลิตกินเอง ไม่ต้องซื้อนี่คือหัวใจสำคัญเพราะหากเกษตรกรยังซื้อของที่ตนเองปลูกก็ถือได้ว่าไม่ประสบความสำเร็จ นี่คือเรื่องจริงนะครับ เกษตรกรไทยที่ทำนายังต้องซื้อข้าวกินเป็นเรื่องที่น่าคิดมากๆ เรามาร่วมกันใช้ความพอเพียงเป็นที่ตั้งหลักเมื่อเราพอเราเหลือผลผลิตทางการเกษตรของเราก็จะสามารถนำไปแจกจ่ายหรือขายได้กำไรโดยที่เราไม่ต้องลงทุนอะไรเลยนั่นเอง เราไม่ต้องกู้เงินใครมาทำ เราไม้องกลัวโรคระบาดที่เกิดกับพืชเพราะธรรมชาติจะมีวิธีการจัดการของมันเอง ท่านลองสังเกตซิพวกเพลี้ยไม่เคยระบาดในนาข้าวที่ปลูกตามธรรมชาติต่างกับพื้นที่ที่ใช้สารเคมีที่ระบาดเกือบทุกๆปีนั่นเพราะตัวทำลายพวกเพลี้ยก็ไม่สามารถเข้ามากำจัดได้เพราะสารเคมีที่เราใช้นั่นเอง ฝากทิ้งท้ายเกษตรกรไทย ใช้ความพอเพียง มีความสุขกับการทำการเกษตร เพื่อคนอีกหลายล้านคนทั่วโลกได้อิ่มท้อง

การปลูกพริก

การปลูกพริก

 พืชผักที่มีความสำคัญและอยู่คู่กับรสชาติอาหารของคนไทยมาอย่างเนิ่นนาน
พริก หรือ ชื่อภาษาอังกฤษว่า chili, chile หรือ chilli ถ้าพูดถึงพืชผักชนิดนี้ หลายคนคงต้องมีการสูดปากและนึกถึงรสชาติที่เผ็ดร้อน และ อาหารที่มีรสจัดจ้าน เพราะการปรุงรสด้วยพริก
- โดยพริกมีความสำคัญในชีวิตประจำวันของคนไทยเป็นอย่างมาก คนไทยนิยมใช้พริกประกอบอาหารในชีวิตประจำวัน เพราะพริกสามารถใช้ได้เป็นทั้งพืชผักและเครื่องปรุงแต่งรส นอกจากนี้ยังมีประโยชน์ในด้านอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์แปรรูปเครื่องปรุงแต่งรส อาทิ พริกแห้ง พริกป่นพริกแกง น้ำพริกเผา ซอสพริก และที่สำคัญพริกเป็นพืชผักเพื่อการส่งออกสำคัญโดยสามารถนำเงินเข้าประเทศปีละหลายล้านบาท โดยส่งออกทั้งในรูปพริกสด พริกแห้งและผลิตภัณฑ์แปรรูป พริกจึงนับเป็นพืชผักที่สามารถทำรายได้ให้กับผู้ปลูกได้ดีพอสมควรพันธุ์พริกสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ประเภทผลเรียวยาวเล็กถึงปานกลาง อาทิ พริกขี้หนู พริกชี้ฟ้า พริกเหลือง และประเภทผลเป็นรูประฆัง และเผ็ดน้อย หรือไม่เผ็ดเลย ได้แก่ พริกยักษ์หรือพริกหวานทั้ง 2 ประเภทสามารถปลูกได้ตลอดปีถ้ามีน้ำเพียงพอ
- สิ่งที่จำเป็นที่ต้องใช้ในการปลูกพริก
พื้นที่ปลูกพริกควรเป็นที่โล่งแจ้งได้รับแสงตลอดวันไม่ควรเป็นที่ลุ่มๆ ดอนๆ หรือที่สูง ดินแห้ง และพื้นที่ดังกล่าวไม่ควรเป็นที่ที่เคยปลูกพริกติดต่อกันหลายปี เพราะอาจเป็นที่สะสมโรคแมลงได้ แต่ถ้าจำเป็นต้องปลูกซ้ำที่เดิมควรปลูกพืชตระกูลถั่วหมุนเวียน พริกสามารถเติบโตได้ในดินแทบทุกชนิดโดยเฉพาะดินร่วนปนทรายที่มีอินทรีย์วัตถุสูง มีการระบายน้ำดี สามารถเก็บความชื้นได้พอเหมาะความเป็นเป็นด่างของดิน(pH) อยู่ระหว่าง 6.0 – 6.8 โดยทั่วไปพริกเป็นพืชที่ชอบอากาศร้อน พริกเป็นพืชวันสั้นแต่ผลกระทบของช่วงแสงที่มีต่อการออกดอกของการปลูกพริกในประเทศไทยมีน้อยมาก เพราะโอกาสที่ช่วงแสงจะยาวกว่า 12 ชั่วโมงต่อวันนั้นมีน้อยมาก
โดยการเตรียมการเพื่อเพาะปลูกพริกมีดังนี้
- 1.  การเตรียมแปลงเพื่อเพาะพริก
แปลงเพาะพริกควรมีความกว้าง 1 เมตร ส่วนความยาวขึ้นกับความต้องการ และความสะดวกในการดูแลรักษา ควรขุดพลิกดินลึก 8 – 10 นิ้ว ตากแดดทิ้งไว้ 5 – 7 วัน จึงย่อยดินให้ละเอียด ใส่ปุ๋ยคอกที่ละเอียดแห้งแล้วหรือปุ๋ยอินทรีย์ 4 – 5 กิโลกรัม และปุ๋ยเคมี 15-15-15 ประมาณ 1 ช้อนแกงต่อพื้นที่ 1 ตร.ม. พรวนคลุกเคล้าให้เข้ากันดีกับดินเกลี่ยหน้าดินให้เรียบ สำหรับการเพาะในกะบะใช้ดินร่วนซุยผสมปุ๋ยคอกที่แห้งและละเอียด ในอัตรา 2:1 ถ้ามีแกลบเผาสีดำให้นำมาผสมอีก 1 ส่วน จากนั้นคลุกเคล้าให้เข้ากัน แล้วรดน้ำตากทิ้งไว้ 1 สัปดาห์จึงทำการเพาะเมล็ด
- 2.  การเพาะต้นกล้าพริก
การปลูกพริกส่วนมากจะเพาะกล้าก่อนปลูกแล้วจึงย้ายไปปลูกในแปลง หรืออาจย้ายกล้าเมื่อมีใบจริง 2 – 3 ใบลงในถุงพลาสติกขนาด 4 x 6 นิ้วก่อน เมื่อกล้าอายุประมาณ 20 วันหลังจากย้ายลงถุงพลาสติก หรือสูงประมาณ 15 ซม. จึงย้ายปลูกลงแปลง ถ้าความงอก 90% และต้องการปลูกในพื้นที่ 1 ไร่ จำนวนต้นประมาณ 3,200 ต้น จะต้องใช้เมล็ดพันธุ์ 50 – 100 กรัม โรยเป็นแถวในแปลงเพาะที่ทำรอยเป็นร่องตื้นๆ ลึก 0.5 ซม. แถวควรจะขวางความยาวของแปลง การเพาะกล้าเพื่อย้ายลงแปลงปลูกโดยตรงควรมีระยะห่างมากขึ้นประมาณ 8 – 10 ซม. หลังจากโรยเมล็ดแล้วโรยดินกลบเมล็ดให้ดินเสมอหน้าดิน คลุมด้วยฟางใหม่บางๆ แล้วรดน้ำผสมสารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อราและแมลง รดน้ำแปลงเพาะวันละ 1 – 2 ครั้ง(เช้า เย็น) กรณีย้ายกล้าลงถุงพลาสติก ดินที่ใช้ลงถุงใช้ส่วนผสมของดินเช่นเดียวกับการเตรียมกระบะเพาะ
-  3.  การเตรียมแปลงเพื่อการปลูกพริก
โดยควรเตรียมแปลงปลูกตั้งแต่เริ่มเพาะกล้า โดยครั้งแรกไถตากดินไว้ 1 – 2 สัปดาห์แล้วจึงทำการไถพรวนดินเก็บซากวัชพืชที่ไม่ตาย และสลายตัวยากออกจากดินทิ้งไว้อีก 1 – 2 สัปดาห์ ถ้าดินมีความเป็นกรดมาก(pHต่ำ) ก็ปรับความเป็นกรดเป็นด่างให้สูงขึ้นมาอยู่ระหว่าง 6.0 – 6.8 โดยใส่ปูนขาวตามค่าวิเคราะห์ดิน หรือประมาณไม่เกินไร่ละ 300 กิโลกรัม
- 4.  การเพาะปลูกพริกแบบระยะยาว
การย้ายกล้าจากแปลงเพาะไปปลูกในแปลงอายุกล้าที่ย้ายปลูกควรมีอายุ 30 – 40 วัน หรือสูงประมาณ 12 ซม. ก่อนถอนกล้าควรรดน้ำแปลงเพาะกล้าให้ชุ่มก่อนแล้วใช้เสียมแซะด้านข้างๆ แถว หลังปลูกควรมีวัสดุช่วยคลุมกล้า อาทิ กรวยหรือใบไม้ 3 – 4 วันจะทำให้กล้าตั้งตัวได้เร็วขึ้น ถ้าไม่มีวัสดุคลุมกล้าควรตัดยอดที่มีใบอ่อนออก ส่วนการย้ายกล้าจากถุงพลาสติกลงแปลงปลูกควรระวังเวลาฉีกถุงพลาสติกออกอย่าให้ดินแตก  และปลูกให้ลึกกว่าระดับเดิมที่อยู่ในถุงเล็ก ทั้ง 2 วิธีหลังจากปลูกเสร็จให้รดน้ำตามทันที  จะทำให้กล้าตั้งตัวเร็ว  และตายน้อยหลุมที่ปลูกควรลึก 1 หน้าจอบ (ขนาด 30 x 30 x 30 ซม.) อาจปลูกเป็นแถวคู่  หรือแถวเดี่ยว  แถวคู่ ใช้ระยะห่างระหว่างแถวคู่ 120 ซม. ระหว่างแถว 80 ซม. และระหว่างต้น 50 ซม. แถวเดี่ยว ใช้ระยะห่างระหว่างแถว 100 ซม. ระหว่างต้น 50 ซม. ทั้ง 2 วิธีใน 1 ไร่จะปลูกได้ 3,200 ต้น  ก่อนย้ายปลูกใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยอินทรีย์อัตรา 4 – 5 ตันต่อไร่ หรือจะใช้แบบรองก้นหลุมโดยใช้ปุ๋ยคอก(มูลวัว) 2 – 3 กำมือ พร้อมปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 อัตรา 25 กก./ไร่ (ประมาณ 8 กรัม หรือ 1 ช้อนชาต่อหลุม) พร้อมฟูราดาร 0.2 – 0.5 กรัม  คลุกเคล้าให้เข้ากันดีกับดินก่อนปลูก ถ้าใส่ปุ๋ยคอกที่มาจากมูลเป็ด  หมู และค้างคาว ให้ใส่ประมาณ 1 – 1.5 กำมือ
- 5. วิธีการดูแลรักษาพริก
- 5.1 หลังจากเริ่มการปลูกพริก ควรให้น้ำทุกๆวันในระยะ 1 เดือนแรก เมื่อลำต้นเริ่มแตกกิ่งก้าน
จึงค่อยงดการให้น้ำได้บ้าง โดยสังเกตความชื้นของดินแปลง
- 5.2  หลังจากที่ต้นพริกตั้งตัวแล้ว หรืออายุ 15 – 20 วันหลังปลูก ให้ใช้ปุ๋ย 15-15-15 ครั้งที่ 2
โดยโรยรอบต้นอัตรา 25 กก./ไร่  หรือประมาณ 1 ช้อนชา  พร้อมปุ๋ยยูเรียอัตรา 10 กก./ไร่ แล้วพรวนดินกลบพร้อมทั้งกำจัดวัชพืชต่อไปใส่ปุ๋ย 15-15-15 ทุกๆ 20 วัน อัตรา 25 กก./ไร่
- 5.3  ฉีดพ่นสารเคมีป้องกันกำจัด เพลี้ยไฟ  ไรขาว และเชื้อราอย่างน้อยอาทิตย์ละ 1 ครั้ง  ถ้าระบาดมากก็อาทิตย์ละ 2 ครั้ง
การเก็บผลผลิตของพริก
- หลังจากปลูกพริกลงแปลงแล้ว 90 วัน  พริกจะเริ่มแก่เป็นสีแดง และเริ่มเก็บผลผลิตรุ่นแรกเมื่ออายุประมาณ 100 วัน  และเก็บต่อไปเรื่อยๆ  15 วันต่อครั้ง โดยเฉลี่ยจะได้พริกสดครั้งละ 100 กก.ต่อไร่ ถ้าดูแลรักษาดี และให้น้ำเพียงพอ พริกจะมีอายุเก็บเกี่ยวได้นานถึง 8 เดือน
ในด้านตลาดและผลตอบแทนของพริก
- ถ้าวันใดพริกสดมีการนำเข้าสู่ตลาดมากจนไม่สามารถระบายออกให้หมดในวันนั้นได้ ราคาพริกสดนั้นจะต่ำ ส่วนพริกแห้งมีราคาสูงกว่าเพราะพริกแห้งสามารถเก็บรักษาไว้ได้นานโดยพริกแห้งผลเล็กเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคภายในประเทศและเป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศด้วย  การระบายสินค้าจึงคล่องตัวกว่าพริกแห้งผลใหญ่ สำหรับตลาดต่างประเทศมีการส่งออกทั้งในรูปแบบพริกสดและพริกแห้งพริกสดที่ส่งออก ได้แก่ พริกใหญ่ชนิดชี้ฟ้าและพริกเล็กชนิดขี้หนู ส่วนพริกแห้งจะเป็นพริกป่นชนิดเผ็ดน้อยถึงปานกลางและพริกแห้งเม็ดใหญ่สีแดงโดยทั่วไป